วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Sex & Zen 2


Sex & Zen II อาบรักกระบี่คม 2
มี ฉากหลังอยู่ในยุคสมัยยอดนิยมแห่งหนังฮ่องกงซอฟคอร์ อย่างราชวงศ์หมิง เล่าเรื่องของสาวน้อย ลูกสาวเศรษฐี (หลี่ลี่เจิน) เกิดมาในบ้านที่ เพศชายเป็นใหญ่ บิดา มีภรรยาถึงสี่คน เขาหลงใหลมัวเมาในเรื่องเพศ ถึงกับสำเร็จวิชา กระจู๋เหล็ก ที่แข็งแกร่งจนสามารถทำลายแตงโมทั้งลูก ใช้. .. หิ้วลูกตุ้ม และชักเย่อกับวัว หรือเขียนอักษรลงบนพื้นทรายนางเอกนั้น อึดอัดกับสภาพดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเห็นผู้หญิง มนุษย์เพศเดียวกับตนเอง มีชีวิตอย่างไร้คุณค่า เป็นเพียงเครื่องรองรับอารมณ์ชายเพียงอย่างเดียว นางตัดสินใจออกผจญภัยในโลกกว้าง ศึกษาหาความรู้ เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเบื้อล่างแก่ผู้ชาย นางเอกออกเดินทาง ด้วยการการปลอมตัว และสมัครเข้าโรงเรียนของผู้ชาย โดยให้คำมั่นกับบิดาว่านางจะใส่ เกราะพรหมจรรย์ไว้เพื่อป้องกันการแตะต้องจากชายใด

Sex & Zen2  : Audio Chai
                   : Sub Thai
Rip From DVD

DOWNLOAD

Sex & Zen 1

หนังไม่น่าดูมากมายอะไรหรอกครับ แต่ผมทำตามกระแส
 
Sex & Zen1 อาบรักกระบี่1
เรื่อง ราวของชายหนุ่มที่ได้แต่งงานกับสาวสวยนางหนึ่ง แต่เพราะไม่เสร็จสมอารมณ์หมายในคืนวันแต่งงาน เขาจึงออกเดินทางเอาชนะใจหญิงสาวให้ได้มากที่สุด และความที่เขามัวลุ่มหลงแต่กามารมณ์ จึงทำให้ชีวิตเขาตกต่ำลง ส่วนภรรยาของเขาถูกบังคับให้ไปเปนโสเภณีในซ่อง ท้ายที่สุดเขาทั้งสองได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้งแต่ชีวิตของทั้งคู่ไม่ เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป

Sex & Zen1  : Audio Chai
                   : Sub Thai
Rip From DVD

DOWNLOAD

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

A Clockwork Orange


A Clockwork Orange เป็นภาพยนตร์ไซไฟ ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2514 กำกับโดย สแตนลีย์ คูบริก สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันของ แอนโทนี เบอร์เกสส์ ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 เป็นเรื่องของสังคมในโลกอนาคต ที่เต็มไปด้วยแก๊งอันธพาล โดยนำเสนอผ่านบทของ อเล็กซ์ เด็กหนุ่มเลือดร้อน หัวหน้าแก๊งอันธพาลที่สวมเสื้อสีขาว หมวกสีดำ เป็นเอกลักษณ์ นิยมความรุนแรง ชอบทำลายข้าวของชาวบ้าน (อเล็กซ์ รับบทโดย มัลคอล์ม แมคโดเวลล์ นักแสดงชาวอังกฤษ)
เมื่อภาพยนตร์ออกฉายใหม่ๆ ถูกต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์ ถึงความรุนแรง เรื่องเพศ และการส่งเสริมความเลวร้ายต่อสังคม เข้าฉายในสหรัฐอเมริกาโดยถูกจัดเรตของภาพยนตร์เป็น เรตเอ็กซ์ เนื่องจากความรุนแรง ภายหลังจึงปรับเป็น เรตอาร์ ในปี พ.ศ. 2516 หลังจาก คูบริก ตัดฉากความยาว 30 วินาทีออกไป
แต่ในเวลาต่อมา กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์ไซไฟ ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง ภาพยนตร์ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ 4 สาขา
ที่มาแหล่งข้อมูล :  http://th.wikipedia.org/wiki/A_Clockwork_Orange


A Clockwork Orange  : Audio Eng
                                 : Sub Thai
Rip From DVD

DOWNLOAD

ควรใช้วิจารณญาณในการรับชมเนื่องจากมีบางฉากมีเนื้อหาที่รุนแรง

Cinema Paradiso


Nuovo Cinema Paradiso เป็นภาพยนตร์อิตาลีในปี 1988 เขียนบทและกำกับโดย Giuseppe Tornatore และออกฉายในระดับนานาชาติในชื่อ Cinema Paradiso ในฝรั่งเศส สเปน สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา
เดิมทีที่ภาพยนตร์ออกฉายในอิตาลี มีความยาว 155 นาที แต่ก็ทำรายได้ไม่ดีในอิตาลี จึงทำให้ต้องตัดความยาวเหลือเป็น 123 นาที สำหรับการออกฉายในระดับนานาชาติ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี การออกฉายฉบับนี้ทำให้ได้รับรางวัลจูรีไพรซ์ ในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 1989 และได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ต่อมาในปี 2002 มีการออกในฉบับ director's cut ที่ความยาว 173 นาที (ในสหรัฐอเมริกามีชื่อว่า Cinema Paradiso: The New Version)
ภาพยนตร์นำแสดงโดย Jacques Perrin, Philippe Noiret, Leopoldo Trieste, Marco Leonardi, Agnese Nano และ Salvatore Cascio อำนวยการสร้างโดย Franco Cristaldi และ Giovanna Romagnoli ส่วนเพลงประพันธ์โดย Ennio Morricone ร่วมกับลูกชาย Andrea Morricone
ภาพยนตร์เล่าความหลักของเรื่อง ที่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านในซิซิลี เป็นเรื่องของผู้กำกับภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จที่ชื่อ โตโต้ (Salvatore) ที่กลับมางานศพของเพื่อนเก่าต่างวัย ลุงอัลเฟรโด้ (Alfredo) นักฉายหนังท้องถิ่นของโรงภาพยนตร์ "Cinema Paradiso" โดยอัลเฟรโด้หวังที่จะเห็นเขาประสบความสำเร็จถึงแม้ว่าจะทำให้เขาใจสลายก็ตาม
ภาพยนตร์มีกลิ่นอายและโทนเรื่องที่ตลกขบขัน การหวนรำลึกถึงอดีต โดยเล่าเรื่องถึงชีวิตวัยเด็ก การข้ามพ้นผ่านวัย และสิ่งสะท้อน (วัยผู้ใหญ่) เกี่ยวกับอดีต โดยจินตภาพของแต่ละฉากสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความทรงจำของโตโต้เกี่ยวกับชีวิตวัยเด็กของเขา Cinema Paradiso ยังเทิดทูนภาพยนตร์ ผ่านนักฉายหนัง อย่างโตโต้ ที่พัฒนาความหลงใหลต่อภาพยนตร์ที่ก่อให้เกิดวิถีชีวิตของเขาในวัยผู้ใหญ่อีกด้วย
ที่มาแหล่งข้อมูล :  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%
B2_%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%8B


Cinema Paradiso  : Audio Eng
                                : Sub Thai
Rip From DVD

DOWNLOAD

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Eyes wide shut


มีหญิงสาวนางหนึ่งบอกกับผมว่าชอบชื่อหนังเรื่องนี้ดีเพราะมันเป็นชื่อมีความขัดแย้งในตัวเอง (Oxymoron) นั่นคือดวงตาเปิดกว้าง แต่ปิด จนบัดนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่า Stanley Kubrick ต้องการจะสื่อว่าอะไร ? (คือภาพตื่นเต้นจนต้องนัยน์ตาเปิดกว้าง แต่กลับไม่เห็นอะไรเลยเหมือนหลับตาอยู่ ???) ใครรู้ช่วยบอกเอาบุญหน่อยครับ ขอบคุณมาก
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของผู้กำกับอัจฉริยะที่ผู้สันทัดกรณียกย่อง
(หนังที่กระตุ้นต่อมของคนดูมากๆ ก็คือ 2001 Space odyssey ที่มีคนยกย่องว่าเป็นหนัง Cult ยุคแรก ๆ เกี่ยวกับ Monolith และการค้นพบตัวเองของมนุษย์ นอกจากนี้ยังเรื่อง Dr.Strange Love : how I learned to stop worrying and love the bomb ซึ่งเป็น Black comedy ล้อเลียนสงครามเย็น A clockwork orange หนังที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของวัยรุ่นในโลกยุคใหม่ The shining ความคุ้มคลั่งของหัวหน้าครอบครัวหลังจากพาครอบครัวของตนไปพักในโรงแรมที่ร้าง (ในตอนหน้าหนาวหิมะตก)และได้พบกับเหตุการณ์เหนือการณ์เหนือธรรมชาติ)
หลังจากที่หนังเรื่องนี้ถูกนำออกฉายในปี 1999 ลุงแกก็ตายเสียเลย ไม่ทันได้รู้ถึงความอื้อฉาวของหนังเรื่องนี้ว่าเป็นอย่างไร ถูกแบนในเมืองไทย (เมืองพุทธที่ไม่รู้ว่าลุงแกจะรู้จักหรือเปล่า ?)เพราะ หนังได้รับเรท R อย่างน่าภาคภูมิใจ
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับหมอ William Bill Harford (แสดงโดย ทอมครุยส์) นายแพทย์หล่อเลา เมียสวย (แสดงโดยนิโคล คิดแมน) ลูกสาวน่ารัก แต่เป็นคนหน่อมแน้ม เอ้ย เป็นคนรักครอบครัว เรื่องที่เขาเผชิญในหนังเป็นตัวสั่นสะเทือนศีลธรรมในการรักเดียวใจเดียว (Monogamy) ที่ชนชั้นกลางยกย่องนัก ไม่ว่าการที่เมียเขามาสารภาพถึง Sexual fantasy ที่มีต่อผู้ชายคนอื่น การที่เขาคิดจะนอนกับผู้หญิงคนอื่นหลายครั้ง (มีอยู่คนหนึ่งเป็นโสเภณี) แต่ไม่สำเร็จ (เพราะเป็นคนดีเกินไป)
จนกระทั้งเขาได้เข้าร่วมงานพิธีประหลาดๆโดยผ่านเพื่อนเก่าที่ผันตัวเองไปเป็นนักเปียโน ปรากฏว่าเป็นงานเซ็กส์หมู่ (Orgy)ของชนชั้นสูงที่ปิดบังตัวเองโดยใส่หน้ากากจนเจอจับได้ว่าเป็นคนนอกแอบเข้ามา เกือบถูกทำโทษ แต่มีหญิงสาวนิรนามมาช่วยไว้ จนตัวเธอต้องตายอย่างปริศนา
คนที่ชอบหนังโป๊ๆ ชอบนิโคล คิดแมน (ตอนเปลือยร่างเกือบหมด) ดูแล้วจะชอบ แต่ไม่ใช่หนัง X เพราะฉากร่วมรักไม่ได้ขนาดนั้น แม้แต่ในฉากเซ็กส์หมู่ก็ไม่ได้ดูรุนแรงอะไร แต่ถ้าจะให้ตั้งชื่อเรื่องนี้ใหม่น่าจะเป็น 1999 : Sex Odessey มากกว่า เพราะหนังสไตล์ของลุงแกจะไม่ค่อยชอบสื่ออะไรตรงไปตรงมา คลุมเคลือเหมือน 2001
คนดูจะดูไปขนลุกไปกับเพลงประกอบที่เน้นเปียโนเสียดังเกินขนาด กับลำคาญคุณธรรมของพระเอกที่ไม่ได้ฟันใครสักที ตอนแรกไม่กล้า ตอนหลังคิดจะทำบ้างแต่เหตุการณ์ไม่เอื้อให้แล้ว (แต่ลุงแกให้ พระเอกโชคดีที่ไปรู้ทีหลังว่าโสเภณีที่เขาเกือบหลับนอนด้วยมีเชื้อ HIV)
แล้วนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ความต้องการทางเพศของมนุษย์ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับศีลธรรม หากแต่ชนชั้นกลางเก็บกดไว้ ดังเช่น Sexual Fantasy ที่ภรรยาของพระเอกเล่าให้พระเอกฟัง ( ฉากร่วมรักในจินตนาการของนิโคลดูเป็น Art และรุนแรงดี) สุดท้ายหนังก็ยืมของทฤษฎีของFreud นั่นคือมนุษย์มีกมลสันดานคือ ต้องการเซ็กซ์ตลอดเวลา
โดยส่วนตัวผมแล้วหลังจากดูก็รู้สึกเฉยๆ ผิดหวังนิด ๆ กับความหวังที่เคยมีก่อนจะดู อาจจะเป็นเพราะลุง Kubrick แกชราภาพเต็มที การเดินเรื่องค่อนข้างเอื้อเฉื่อย ฉากหลายฉากยังไม่สามารถดึงให้คนดูมีอารมณ์ร่วมด้วย (ไม่ใช่หมายถึงฉากร่วมรักนะ) แต่ชะตากรรมของลุงคงจะสยองกว่านี้ถ้าหนังได้ฉายได้เมืองไทยแล้วโดนคณะกรรมการเซ็นเซอร์จนเหี้ยน หรือมีม่านหมอกแห่งศีลธรรม (ยืมศัพท์ของคนในพันธ์ทิพย์มาอีกที) อยู่เต็มจอไปหมด

ที่มาแหล่งข้อมูล : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=historyandphilosophy&date=30-05-2005&group=4&gblog=97

Eyes wide shut : Audio Eng
                                         : Sub Thai
Rip From DVD


DOWNLOAD
http://www.mediafire.com/file/e4cwnccybr5gfi8/Eye_shut.avi.001
http://www.mediafire.com/file/ulm2a0qarkfxkjk/Eye_shut.avi.002
http://www.mediafire.com/file/06x6t2hsiofxafc/Eye_shut.avi.003
http://www.mediafire.com/file/wx7anuowj4xbca9/Eye_shut.avi.004
http://www.mediafire.com/file/ggecn565yvgb4b1/Eye_shut.avi.005
http://www.mediafire.com/file/5py9hfddb06fkve/Eye_shut.avi.006 

http://www.mediafire.com/file/hnnmrd322zgkreg/Eye_shut.avi.007

เด็กอายุต่ำกว่า 18 และผู้มีศีลธรรมจัดไม่ควรดูเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากหนังเรื่องนี้มีฉากทางเพศที่เสื่อมเสียศีลธรรมอันดี

Cashback คืนฝันมหัศจรรย์ ..จินตนาการ


หนึ่งในภาพยนตร์คุณภาพที่ถูกคัดเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานา ชาติกรุงเทพฯปีล่าสุดไปหมาดๆกับ “CASHBACK” ภาพยนตร์แนวคอมมาดี้ ดราม่า ที่ส่งตรงมาจากเกาะอังกฤษ ผลงานล่าสุดของผู้กำกับฯเหนือจินตนาการ อย่าง Sean Ellis (ชอว์น แอลลิส) กับเรื่องราวของเด็กหนุ่มผู้มีจินตนาการสูงส่งและคลั่งไคล้ในศิลปะการวาดรูป แต่จู่ๆกลับมีเรื่องราวประหลาดใจเมื่อเขารับรู้ว่าตัวเองสามารถหยุดเวลาใน ชั่วขณะได้ล่าสุดกับการนำมาฉายจริงอีกครั้งในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพกซ์
          “CASHBACK”อีกหนึ่งภาพยนตร์ผลงานคุณภาพจากเมืองผู้ดี เรื่องราวสุดเหลือเชื่อตามจินตนาการของเด็กหนุ่มผู้คลั่งไคล้และหลงใหลใน ศิลปะเมื่อ เบ็น วิลลิส (ฌอน บิ๊กเกอร์สตาฟ) นักศึกษาศิลปะที่สมัยตอนเด็กๆเขาเองมีความสนใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเรือน ร่างและสรีระของผู้หญิงจนวันหนึ่งเขาเองถูก ซูซี่ แฟนสาวทิ้งไป จนเขากลายเป็นโรคนอนไม่หลับ
          เขาเองเริ่มทำงาน กะดึกที่ซุปเปอร์มาเก็ตเพื่อให้วันคืนอันแสนยาวนานผ่านพ้นไปเพื่อให้ลืมและ ยังสามารถได้สิ่งตอบแทนกลับคืนมาเป็นเงินเรื่องราววุ่นๆจึงเกิดขึ้นเมื่อเขา ได้พบกับตัวละครที่มีสีสันอย่างมากมาย โดยครั้งนี้เขาเองมี ศิลปะเป็นเครื่องมือในการรับมือกับความเบื่อหน่ายจากงานกะ 8 ชั่วโมง ซึ่งศิลปะของ เบ็น คือ เขาจินตนาการว่าตนเองสามารถหยุดเวลาได้ และด้วยวิธีการดังกล่าว
          เขาสามารถชื่นชมกับความงามทางศิลปะและผู้คนที่อาศัยอยู่ในโลกที่เวลาหยุด หมุนโดยการเลือกผู้หญิงที่มีสรีระอันสวยงามเพื่อนำมาถอดเสื้อผ้าแล้วจัดการ วาดภาพตามที่เขาถนัดนอกจากนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดโดยเฉพาะ ชารอน สาวน้อยที่มีหน้าที่แพ็คของ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาต่างๆไปให้ได้...เรื่องราวชวนขำของพฤติกรรม เด็กหนุ่มวัยเจริญพันธุ์กำลังกลับมาเรียกเสียงหัวเราะให้คุณได้สัมผัสอีก ครั้งกับ ลีลาทะลึ่งๆเล็ก ปนมุกกวนๆที่แต่แอบมีแง่คิดจนคุณต้องเทใจให้กับเด็กหนุ่มกลุ่มนี้ ในภาพยนตร์ เรื่อง “CASHBACK ”
Cashback  : Audio Eng
                         : Sub Thai
Rip From DVD

DOWNLOAD
http://www.mediafire.com/file/tke2103jgqbp4cj/Cashback.avi.007

Eight and a half 8 1/2


ตามความเชื่อของคนทั่วไป Federico Fellini หลงทางเมื่อเขาทอดทิ้งแนวสัจนิยมเพื่อหันมาสร้างหนังแฟนตาซีตามแบบตัวเอง นั้นคือเริ่มต้นด้วย "La Dolce Vita" (1959) งานของเขาก็คละคลุ้งด้วยแนวคิดของฟรอยด์,ศาสนาคริสต์ ,ภาพที่แสดงถึงชีวิตของเขาเองและเรื่องทางเพศ จากการสังเกตกาณ์ที่ถูกต้องในหนังเรื่อง "La Strada" (1954) นั้นเป็นจุดสุดยอดของอาชีพของเขา หากมองตามแบบมุมมองนี้ เขาได้ทอดทิ้งรากเหง้าแบบนวสัจนิยม La Dolce Vita นั้นเลวพอแล้ว "8 1/2" (1963) ยิ่งเลวเข้าไปอีก และเมื่อเขาได้ทำหนังเรื่อง "Juliet of the Spirits" (1965) เขาก็หลุดออกไปเลย และทั้งหมดก็ดำดิ่งลงกับอาชีพของเขาซึ่งยังคงมีอยู่จนถึงปี 1987 ยกเว้นหนังเรื่อง "Amarcord" (1974)ซึ่งเกี่ยวกับความทรงจำในวัยเด็กของเฟลลีนี่เอง หนังเรื่องนี้มีเสน่ห์จนคุณต้องดื่มดำและมีความสุขกับมัน โดยไม่สนใจเรื่องทฤษฎีใด ๆ
ความเชื่อของคนทั่วไปนั้นผิดอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่เราถือว่าเป็นรูปแบบของเฟลลินี่เองนั้นได้มาถึงจุดสุดยอดใน La Dolce Vita และ 8 1/2 ภาพยนตร์ในช่วงหลังของเขายกเว้น Amarcord นั้นหาได้ดีไม่ และบางเรื่องก็เลวอย่างเห็นได้ชัด แต่พวกมันก็เต็มไปด้วยรูปแบบของผู้ทำอย่างหาผิดเพี้ยนไม่ ภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ซึ่งก็อัศจรรย์ดังที่เคยเป็นมามีเสน่ห์แบบเฟลลี่นีซึ่ง ถูกหน่วงเนี่ยวโดยพันธะเก่า ๆ ของเขาที่มีต่อรูปแบบนวสัจนิยม
นักวิจารณ์ อลัน สโตนได้เขียนใน บอสตัน รีวิวแสดงความเสียดายต่อแนวโน้มการสร้างสรรค์ของเฟลลินี่ใน "การให้ความสำคัญแก่ภาพมากกว่าความคิด" ผมกลับชื่นชอบมัน คนทำหนังผู้ให้ความสำคัญแก่ความคิดมากกว่าหนังจะไม่เคยก้าวไปไกลกว่าการเป็น หมายเลขสองเพราะเขากำลังต่อสู้กับธรรมชาติของศิลปะของตัวเอง คำที่ถูกตีพิมพ์นั้นเหมาะสำหรับความคิด ในขณะที่หนังเหมาะกับภาพ และภาพเป็นสิ่งดีที่สุดเมื่อมันเป็นอิสระในการชักจูงให้ผู้ชมเกิดจินตนาการ อื่นๆ ตามมา และไม่ได้ติดอยู่แต่วัตถุประสงค์ที่ได้รับการนิยามแบบแคบ ๆ นี่คือมุมมองของสโตนต่อความซับซ้อนของ 81/2 "เกือบจะไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าพวกเขาได้เห็นอะไรภายหลังจากที่ได้ดูหนังครั้ง แรก" จริงทีเดียว แต่ก็จริงสำหรับหนังอันยิ่งใหญ่ทั้งหลาย คุณสามารถรู้เรื่องได้จากการดูเพียงครั้งเดียวสำหรับหนังที่ตื้น ๆ เท่านั้น
8 1/2 เป็นหนังที่เกี่ยวกับการทำหนังที่ดีที่สุด หนังเล่าเรื่องจากมุมมองของผู้กำกับเอง และเป็นที่แน่ชัดว่าตัวเอกของเรื่องคือ Guido (Marcello Mastroianni)เป็นตัวแทนของของเฟลลีนี มันเริ่มต้นจากฝันร้ายที่ทำให้กุยโด้หายใจไม่ออก และภาพอันน่าประทับใจของกุยโด้ขณะลอยขึ้นไปในท้องฟ้า เพื่อที่จะถูกดึงกลับมาบนโลกโดยเชือกจากเพื่อนร่วมงานที่พยายามข่มขู่ให้เขา เตรียมการแผนการสำหรับทำหนังเรื่องต่อไป หนังโดยมากมีสถานที่คือสปาใกล้กรุงโรมและสิ่งก่อสร้างมหึมาสำหรับหนังเรื่อง ต่อไปของเขา มันเป็นมหากาพย์ที่สร้างจากนิยายวิทยาศาสตร์ซึ่งเขาได้เลิกสนใจจะทำไปแล้ว

ภาพยนตร์วกไปเวียนมาระหว่างความจริงและภาพฝัน ๆ นักวิจารณ์บางคนบ่นว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแยกว่าอะไรเป็นความจริงและอันไหน เกิดขึ้นในความคิดของกุยโด้ แต่ผมไม่เคยมีความยากเย็นเช่นนั้นแม้แต่น้อย และมักจะมีจุดเปลี่ยนเมื่อกุยโด้หลบหนีจากปัจจุบันอันน่าเบื่อหน่ายไปยังโลก แห่งความฝันอันแสนหวานของตน
หลายครั้ง โลกในความฝันนั้นเป็นการสร้างขึ้นมาเองจากความคิดของเขา ดังในฉากฮาเล็มอันโด่งดังที่กุยโด้เป็นเจ้านายของบ้านที่ผู้หญิงในชีวิตของ เขาอาศัยอยู่ไม่ว่าภรรยาหลวง ภรรยาน้อย หรือคนที่เขาเพียงต้องการจะหลับนอนด้วย ในบางกรณี เราเห็นประสบการณ์จริงของเขาที่ถูกบิดเบือนโดยจินตนาการ เมื่อกุยโด้ในวัยเยาว์ร่วมกับเพื่อนไปเฝ้ามองโสเภณีที่ชื่อ Saraghina ภาพของหล่อนนั้นช่างใหญ่โต เปี่ยมด้วยพละกำลังพร้อมทรวดทรงอันยั่วยวน เท่าที่พวกเด็กผู้ชายจะจดจำได้ เมื่อเขาถูกลงโทษโดยพระที่โรงเรียนคาทอลิกที่เขาเรียนอยู่ กำแพงด้านหนึ่งเต็มพรืดด้วยภาพวาดขนาดใหญ่ของอดีตพระอธิการ และDominic Savio นักบุญน้อยอันเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธ์ในเวลาและสถานที่นั้น ภาพวาดที่ใหญ่เกินความจริงได้สะท้อนให้เห็นความรู้สึกผิดบาปของกุยโด้ที่ว่า เขาไม่มีความมุ่งมั่นเหมือนกับนักบุญซาวิโอ
ภาพทั้งหมดนั้น (จริง,ประสบการณ์,สร้างขึ้นเอง)เข้ามารวมกันกลายเป็นหนังที่มีโครงสร้างที่ แน่นของเฟลลินี่ บทนั้นมีความละเอียดอ่อน แต่เพราะเรื่องข้องเกี่ยวกับผู้กำกับผู้สับสนที่ไม่รู้ว่าเขาต้องการจะทำ อะไรต่อไป 8 1/2 มักจะถูกนำมาอธิบายว่าเป็นเครื่องมือหากินของผู้กำกับที่ไม่มีแผนการณ์
นักวิจารณ์ในอินเตอร์เน็ตถามว่า "อะไรกันนี่ ? เมื่อหนึ่งในผู้กำกับที่ได้รับการนับถือมากที่สุดของโลกคิดอะไรไม่ออก มันไม่ใช่หนังประเภทดาด ๆ แต่เป็นหนังหญ้าปากคอก ตราบใดที่เขาได้ทำหนังเกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเองไม่สามารถทำหนังได้ "
8 1/2 ไม่ใช่หนังเกี่ยวกับผู้กำกับหมดกึ๋น แต่เป็นหนังที่ถูกแต่งเติมใส่ลงไปเพื่อระเบิดพลังอันสร้างสรรค์ออกมา กุยโด้นั้นไม่สามารถทำหนังได้แต่เฟลลินี่นั้นตรงกันข้ามอย่างชัดเจน
Mastroianni แสดงเป็นกุยโด้ ผู้ชายซึ่งเหน็ดเหนื่อยกับการพลิ้วไปพลิ้วมา, การโกหกและความต้องการทางเนื้อหนังมังสา เขามีภรรยา (Anouk Aimee) เป็นคนฉลาดและมีเสน่ห์ ผู้ที่เขารักแต่ไม่สามารถสื่อสารด้วย และภรรยาน้อย (Sandra Milo) ผู้มีสมองตื้นและต่ำชั้น ไม่ถูกกับรสนิยมของเขาเป็นยิ่งนักแต่ก็สนองตัญหาเบื้องลึกของเขาได้ดี เขาสับรางรถไฟอย่างมั่ว ๆ จนผู้หญิงทั้งสองคนได้อยู่ในเมืองสปาในเวลาเดียวกัน เช่นเดียวกับผู้อำนวยการสร้างที่เริ่มหมดความอดทน และนักเขียนวิจารณ์หนังของเขารวมไปถึงนักแสดงเรื่องมากผู้ปรารถนาหรือเชื่อ ว่าพวกตนจะได้อยู่ในหนังของเขา
(กุยโด้และภรรยาน้อยของเขา)
เขาไม่สามารถหาเวลาแห่งสันติสุขได้เลย กุยโด้ใคร่ครวญต่อมาในหนังว่า "ความสุข คือความสามารถในการบอกความจริงโดยไม่ทำให้ใครเจ็บปวด" พรสวรรค์เช่นนั้นกลับไม่มีในตัวของนักเขียนลูกน้องของกุยโด้เลย เขาบอกกับผู้กำกับว่าหนังของเขานั้นเป็น "ชุดของเรื่องราวที่ไร้สาระอย่างสิ้นเชิง" และ "ไม่มีความได้เปรียบของหนังแบบ avant-garde (หนังสร้างสรรค์แบบใหม่)"
กุยโด้มองหาคำแนะนำ พระชราส่ายหัวอย่างเศร้าใจ ทำให้เขาหวนระลึกถึงความรู้สึกผิดบาปในวัยเยาว์ นักเขียนที่เป็นพวกมาร์กซิสต์นั้นดูถูกงานของเขาอย่างเปิดเผย หมอทั้งหลายแนะนำให้เขาดื่มน้ำแร่และพักผ่อน ผู้อำนวยการสร้างร้องขอให้มีการเขียนบทใหม่โดยเร็ว ด้วยว่าจ่ายเงินสำหรับฉากอันแสนอลังการ เขายืนยันว่ามันต้องถูกใช้
และเป็นบางครั้งบางคราว กุยโด้ก็สร้างภาพผู้หญิงในอุดมคติของตนขึ้นมา Claudia Cardinale มารับบทนี้ด้วยบุคลิกที่แสนจะเยือกเย็น,อ่อนโยน,สวย,สงบเสงี่ยมและไม่ปากไว พร้อมด้วยคำตอบทั้งหลายและไร้ซึ่งคำถาม แต่เมื่อตัวจริงปรากฏตัวออกมาภาพฝัน ๆกลายเป็นความผิดหวัง (เธอก็สิ้นหวังเหมือนกับนักแสดงคนอื่นๆ นั้นแหละ) แต่ในความคิดของเขา เขาได้แปลงร่างของเธอให้กลายเป็นเทพธิดาแห่งแรงบรรดาลใจ และมักจะปลอบใจตัวเองจากภาพของเธอในจินตนาการ
กล้องของเฟลลินี่นั้นให้เราเห็นภาพอันน่าปีติอย่างไร้ที่สิ้นสุด นักแสดงของเขาดูเหมือนจะเต้นรำมากกว่าแค่เดินอย่างเดียว ผมได้ไปเยี่ยมในกองถ่ายหนังเรื่อง "Satyricon"ของเขาและมีความสนใจที่ได้เห็นว่าเขาบรรเลงดนตรีในทุกๆ ฉาก (เหมือนผู้กำกับอิตาเลี่ยนในรุ่นเดียวกัน เขาไม่ได้บันทึกเสียงจากที่ถ่ายทำแต่เอาบทสนทนามาพากย์ใส่ในตอนหลัง)
ดนตรีนั้นทำให้การเคลื่อนไหวของพวกเขามีจังหวะอันนุ่มนวลและล่องลอย แน่นอนว่าหลายๆ ฉากนั้นมีองค์ประกอบสำคัญคือดนตรี ใน 8 1/2 เราจะเห็น ออร์เคสตร้า กลุ่มนักเต้นรำและนักดนตรีที่เดินไปเดินมาขณะเล่น รวมไปถึงนักแสดงเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปขบวนราวกับว่าถูกจับให้เคลื่อนไหวไป พร้อมๆ กัน ดนตรีประกอบของเฟลลินี่โดยนิโน่ โรต้าได้ผสมผสานเพลงแบบป็อบเข้ากับเพลงเต้นรำทำให้การแสดงดูมีพลังยิ่งนัก
มีผู้กำกับน้อยรายที่สามารถใช้พื้นที่ได้ดีกว่าเฟลลินี่ หนึ่งในเทคนิคที่เขาชอบก็คือการเน้นไปที่กลุ่มที่กำลังเคลื่อนไหวในพื้นหลัง และนำพวกเขาผ่านมาทางพื้นหน้าของฉากซึ่งไหลเข้ามาและออกไปจากกรอบของภาพ เขายังนิยมสร้างฉากด้วยมุมมองแบบกว้าง ๆ และจะขยับเข้าไปใกล้ เมื่อตัวผู้แสดงลุกขึ้นมาทักทายพวกเรา เทคนิคอื่นๆคือการตามตัวผู้แสดงไปขณะที่พวกเขาเดิน ถ่ายภาพของพวกเขาให้มีขนาดสามในสี่ส่วนของตัวจริง ในขณะที่พวกเขาหันกลับมาตรงหน้าจอ และเฟลลินี่ชอบเริ่มต้นฉากการเต้นรำโดยให้คู่เต้นคนหนึ่งยิ้มอย่างเชิญชวน ให้กับกล้องก่อนที่คู่เต้นอีกคนจะมาร่วมเต้นด้วย
ผู้ที่เคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ถูกนำมารวมกันในการเดินพาเรดอันแสนโดดเด่นของเขา เนื่องจากแรงบันดาลใจจากความรักของเขาที่มีต่อละครสัตว์ในวัยเยาว์ เฟลลินี่ใช้พาเรดในหนังของเขาทั้งหมด แต่ไม่ใช่พาเรดที่เป็นระเบียบตายตัว บ้างก็มายังพื้นหน้าของจอ บ้างก็ถอยห่างออกไป ผู้แสดงเคลื่อนไหวพร้อมกันไปยังเป้าหมายอันเดียวกันหรือตามเพลง ๆ เดียวกัน 8 1/2 จบด้วยพาเรดซึ่งเฟลลินี่จงใจจะให้เหมือนกับของละครสัตว์ พร้อมด้วยการเดินของนักดนตรี ตัวผู้แสดงหลัก และคนหน้าตาน่าเกลียด ตัวประหลาดและคนชนิดต่างๆ ที่เฟลลินี่นิยมนำมาแสดงในหนังเรื่องต่าง ๆของเขา
Eight and a half 8 ½  : Audio Eng
                                     : Sub Thai
Rip From DVD

DOWNLOAD